หลวงพระบาง : สัมผัสวิถีสโลว์ไลฟ์ สไตล์หลวงพระบาง

หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ในประเทศลาว ที่เหมาะมากๆกับสายชิลอย่างอดิ สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวแบบหนีความวุ่นวาย อดิบอกเลยว่าหลวงพระบาง ถือเป็นสวรรค์ของคนที่ชอบชีวิตแบบสโลวไลฟ์ ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พร้อมด้วยบ้านเมืองที่สวยงาม มีคาเฟ่บรรยากาศชิคๆที่แฝงตัวอยู่ในอาคารบ้านเรือนเก่าๆในเมืองหลวงพระบาง วัดวาอารามที่มีศิลปะเฉพาะตัวสวยงามมีเอกลักษณ์ ทำให้การเดินเที่ยว ปั่นจักรยานเที่ยวชมหลวงพระบางมันรู้สึกตื่นเต้นทุกนาที เกริ่นมาขนาดนี้ตามอดิมาเสพย์วิถีสโลว์ไลฟ์ สไตล์หลวงพระบางไปด้วยกันครับ

คลิป บรรยากาศของทริปหลวงพระบาง

ทริปนี้เราเริ่มการเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยสายการบิน Air Asia ที่มีเที่ยวบินตรงกรุงเทพ – หลวงพระบาง วันละ 1 เที่ยวบิน เราจองตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี ทำให้ได้ตั๋วราคาแค่ 2,600 เท่านั้น อันนั้นไม่รวมโหลดกระเป๋านะครับ จากนั้นเราก็เลือกที่พัก ซึ่งโรงแรมในหลวงพระบางนั้นมีให้เลือกเยอะมากๆ ทั้งเกสเฮาส์ราคาหลักร้อย ไปจนถึงโรงแรมหรู หลังจากที่เลือกอยู่นานพอสมควรเราก็ได้ที่พักของเราในทริปนี้ Burasari Heritage ที่พักบรรยากาศดีริมแม่น้ำคาน จากนั้นก็นับวันรอวันที่จะเดินทาง

Tips ก่อนออกเดินทางไปหลวงพระบาง

เวลา : เวลาของหลวงพระบางตรงกับไทยไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก

เงิน : สกุลเงินที่ใช้คือ กีบ แต่หลายร้านก็รับเงินไทย สามารถแลกจากร้านรับแลกเงินในไทย คำนวณเงินแบบง่ายๆ 10,000 กีบ = 40 บาท โดยประมาณ

ปลั๊กไฟ : ที่ลาวใช้ปลั๊กไฟเหมือนกับบ้านเรา

การเดินทาง : ถนนจะใช้สลับฝั่งกับบ้านเราใครที่จะขับรถต้องระวังด้วยนะครับ

อินเตอร์เน็ต : สามารถซื้อซิมการ์ดที่สนามบินใช้เงินไทยได้ 100 บาทเท่านั้น ซื้อเครื่องเดียวแล้วแชร์ฮอตสปอตกันได้ เพราะตามโรงแรมมี Wi-fi ให้ใช้ฟรีอยู่แล้ว

Day 1 : กรุงเทพ – หลวงพระบาง – พระธาตุภูสี

เนื่องจากเที่ยวบินของแอร์เอเชีย ไปหลวงพระบางออกเดินทาง 14.30 น. ทำให้เราไม่ต้องรีบตื่นแล้วมาสนามบิน เหมาะกับทริปหลวงพระบางมากๆ เริ่มตั้งแต่มาสนามบินแบบสโวไลฟ์ไม่ต้องรีบฝ่ารถติดเหมือนตอนบินเช้าๆ เรามาถึงสนามบินประมาณเที่ยงครึ่ง จัดการเช็คอินเรียบร้อยเข้าไปรอขึ้นเครื่องออกเดินทาง นั่งรอเพลินๆไม่นานก็ประกาศขึ้นเครื่องมีรถบัสมารอรับไปขึ้นเครื่องที่ลานจอด พร้อมออกเดินทางสู่หลวงพระบาง Let Go

ระหว่างเดินทางพนักงานตอนรับจะแจกเอกสารตม.ให้เรากรอกเพื่อความรวดเร็วในการผ่านตม.หลังจากลงเครื่อง นั่งอยู่บนเครื่องเพลินๆ เลยสั่งมาทาน การเดินทางไปหลวงพระบางใช้เวลาไม่นานประมาณ 1.30 ชม. เท่านั้น ช่วงที่นักบินจะนำเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานหลวงพระบาง อย่ามัวหลับนะครับ ใครที่ได้นั่งริมหน้าต่างอย่าลืมหันไปมองวิวบอกเลยว่าวิวสวยมากๆยิ่งเรามาช่วงหน้าฝนภูเขาสูงๆก็จะสีเขีย มีแม่น้ำลำธารที่ไหลผ่านภูเขา ช่วงหน้าฝนน้ำเลยอาจะดูแดงๆไปสักหน่อย พอเครื่องลงจอดเราก็ต่อแถวเพื่อผ่านด่านตม. หลังจากออกด่านตม. สายโซเชียลทั้งหลายแวะไปที่ตู้รับเปลี่ยนซิมที่ตั้งอยู่ภายในท่าอากาศยาน ค่าเสียหายอยู่ที่ 100 บาท จ่ายเงินไทยได้ด้วย

เราจองรถของทางโรงแรมให้มารับออกมาก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับเราที่หน้าประตูทางออก รถที่ทางโรงแรมใช้เป็นรถเบนซ์ คลาสสิคมากๆ แบบได้กลิ่นของความเป็นหลวงพระบางตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบินเลย Mr.Bu พนักงานขับรถให้ข้อมูลของหลวงพระบาง และแนะนำที่เที่ยวระหว่างที่เดินทางมาโรงแรมอย่างเป็นกันเอง ค่าบริการรถรับ-ส่งของโรงแรมจะอยู่ที่ 15 USD/เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเราก็เดินทางถึงที่พักของเรา

Burasari Heritage ที่พักบรรยากาศดีริมน้ำคาน พนักงานต้อนรับเสริฟ Welcome Drink พร้อมให้ข้อมูลของโรงแรมและแนำนำที่เที่ยวอย่างละเอียด เราจองพักผ่าน Agoda ห้อง Superiorได้ราคามา 2,4xx แต่ว่าราคาก็มีปรับขึ้นลงตามปริมาณการจองของโรงแรมในแต่ละวัน ทางโรงแรมยังให้เลือกกิจกรรมระหว่าง ใส่บาตร, ไปจ่ายตลาดกับเชฟ, เครื่องดื่มค็อกเทล ซึ่งกิจกรรมรวมในราคาห้องพักแล้วด้วย บอกเลยว่าคุ้มมากๆ

Superior Room ห้องพักขนาดกว้างขวาง ภายในตกแต่งแบบคลาสิคเข้ากับบรรยากาศของเมืองหลวงพระบางเป็นอย่างดี ส่วนห้องน้ำจะเป็นอ่างที่มีม่านกั้นดูเก๋ไปอีกแบบยิ่งใครมากับคนรักยิ่งโรแมนติคสุดๆ ภายในห้องยังมี Mimi Bar ที่ให้ทานฟรี มีน้ำอัดลม แถมมีเบียร์ลาวให้ทานด้วยละ บอกเลยว่าคุ้มมากๆ

หลังจากเก็บของเข้าห้องเรียบร้อย ก็เตรียมจัดกระเป๋าเตรียมอุปกรณ์สำหรับไปเดินเที่ยวเมืองหลวงพระบาง ทริปนี้อดิหยิบนาฬิกา WISE รุ่น T 100 Carbon นาฬิกาแบรนด์ไทย ที่บอกเลยว่าคุณภาพไม่แพ้แบรนด์นอก แถมยังมีดีไซน์เรียบเท่ ออกแนวสปอร์ต ใส่ได้ง่ายกับทุกชุด แถมนาฬิกายังน้ำหนักเบาด้วยตัวนาฬิกาที่ผลิตจาก Fiber Carbon เรียกว่าพกมาเรือนเดียวรับรองเอาอยู่ทั้งทริป

ตัวเรือนสีดำเข้าได้ง่ายกับทุกชุด

สำหรับที่แรกที่เราวางแผนไว้นั้นก็คือไปชมพระอาทิตย์ตกที่ พระธาตุพูสี ซุ่งอยู่บริเวณกลางเมืองหลวงพระบาง เป็นจุดชมวิวเมืองหลวงพระบางจากมุมสูงและชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากๆ ใครมาเที่ยวหลวงพระบางห้ามพลาดเด็ดขาด ซึ่งการเดินขึ้นไปด้านบนจะสามารถขึ้นได้หลายทาง โดยต้องขึ้นบันไดจำนวน 328 ขั้น แต่ตอนกลับแนะนำให้เดินลงฝั่งตลาด จะได้แวะเดินเที่ยวตลาดกลางคืนกันต่อเลย พอเดินขึ้นมาข้างบนบอกเลยว่านักท่องเที่ยวเยอะมากๆ นั่งรอจับจองที่กันแบบไม่กลัวแดดร้อนกันเลย พอถึงช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกบอกเลยว่าสวยมากๆคุ้มค้ากับการรอคอย

เดินลงมาก็จะเจอกับตลาดค่ำซึ่งจะมีสินค้าพื้นท้องถิ่นหลากหลายชนิดจำหน่าย สามารถเลือกหาของฝาก ของที่ระลึกกันได้ตามชอบเลย เดินมาจนสุดตลาดจะมีซอยเล็กๆอยู่ด้านข้างโรงแรม Indigo เป็นแหล่วงรวมของอาหารแนว Street Food ของหลวงพระบาง ให้เลือกนั่งทานกัน เย็นนี้เราเลยฝากท้องไปที่นี่กับเมนูส้มตำและปลาเผา รสชาติดี ราคาไม่แพงด้วยครับ

หลังจากทานอาหารเสร็จเลยขอไปนั่งชิลๆที่ Rooftop Bar ซึ่งจะอยู่บนชั้นดาดฟ้าภายในโรงแรม Indigo เดินขึ้นบันไดมาจนชั้นบนสุดก็จะเจอกับ Rooftop Bar ที่สามารถสั่งเครื่องดื่มเย็นมานั่งจิบชิลๆ พร้อมชมวิวแสงสี อันสวยงามของตลาดหลวงพระบางในยามค่ำคืนได้อีกด้วย

ระหว่างเดินเที่ยวช่วงกลางคืน ก็ไม่เป็นกังวลเรื่องการดูเวลา แค่ยกนาฬิกา WISE รุ่น T-100 Carbon ที่ตัวเรือนมีหลอด Gas Light ที่สามารถเรืองแสงด้วยตัวเองในเวลาที่เราอยู่ในที่มืด สะดวกมากๆเลยละครับ

หลอด Gas Light ที่สามารถเรืองแสงได้เองในที่มืด สะดวกมากๆสำหรับสายท่องเที่ยว

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาเท่ๆ คูลๆ ใส่ออกทริปแบบพกเรือนเดียวเอาอยู่ อดิแนะนำนาฬิกา WISE รุ่น T-100 Carbon เรือนนี้เลยครับ รับรองใส่แล้วเสริมลุคให้การเดินทางของคุณให้ลุคดูโดดเด่นมีสไตล์แน่นอน

สอบถาม/สั่งซื้อนาฬิกา WISE ออนไลน์ ได้ที่
Facebook : Thailandwatch
Inbox :https://m.me/wisewatch


Day 2 : หลวงพระบาง – ตาดกวางสี

วันที่สองเราตั้งปลุกไว้ตี 5 เพราะเรามีนัดกับโรงแรมไปใส่บาตรเช้า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ใครมาหลวงพระบางแล้วไม่พลาดที่จะมาร่วมใส่บาตร ซึ่งพระที่หลวงพระบางจะออกบิณฑบาตรประมาณตี 5 ครึ่ง ถึง 6 โมงกว่าเท่านั้น

หลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย เดินเลยมาแถวตลาดกลางคืนจะมีซอยทางขวามือ ซึ่งจะเป็นตลาดเช้าที่มีทั้งพืชผัก, วัตถุดิบที่นำไปทำอาหาร ยังมีร้านขายอาหารให้นั่งทานยามเช้าด้วย

เราเดินมาจนสุดตลาด เพื่อไปอีกหนึ่งร้านเก่าแก่ของหลวงพระบาง และเป็นร้านยอดฮิตของหลายๆคนที่มาเที่ยว นั่นก็คือ ร้านประชานิยม เป็นร้านขายอาหารง่ายๆเหมาะกับทานในช่วงเช้า มีเมนู, ไข่ลวก, ข้าวต้ม, กาแฟ, ปาท่องโก๋ มีทั้งโต๊ะนั่งหน้าร้าน และบริเวณริมแม่น้ำโขง

ระหว่างรอเวลาทัวร์ไปตาดกลางสี ที่เราจองไว้กับ Klook ซึ่งรถจะมารับเวลา 11.30 น. เพื่อไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เราเลยเดินลัดเลาะริมแม่น้ำคานเพื่อไปนั่งเล่นที่ Utopia คาเฟ่บรรยากาศสุดชิล เรามาช่วงเช้าที่นั่งเลยยังไม่แน่นเท่าไหร่ แต่ถ้าใครมาช่วงเย็นบอกเลยว่าตรงนี้ทำเลทองมากๆ

สำหรับทัวร์ไปตาดกลวงสีเราจองกับทาง Klook ที่รวบรวมตั๋วเข้าเครื่องเล่น และทัวร์ จากหลากหลายประเทศ ซึ่งการจองก็ง่ายมากๆ สามารถคลิกจองผ่านแอพทางมือถือ แถมยังไม่ส่วนลดมาให้เรื่อยๆ ครั้งนี้เราใช้บริการครั้งแรกก็มีส่วนลดให้ด้วย ราคาทัวร์ไปตาดกวางสี ไป-กลับ คนละ 182 บาทเท่านั้น แต่ถ้าจองครั้งแรกมีส่วนลดให้สรุปแล้วเหลือคนละ 172 บาทเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาทัวร์ในเมือง ตอนจองอย่าลืมระบุโรงแรมที่จะให้รถมารับไว้ในแบบฟอร์มตอนจองด้วยนะครับ หลังจากทำการจองก็จะมีอีเมลล์ยืนยัน วันเดินทางก็แค่ใช้ QR Code แสดงกับคนขับ สะดวกมากๆ

แค่คลิกจองผ่านทางมือถือสะดวกมากๆ

ใกล้เวลานัดเรากลับมารอรถที่จะไปตาดกลางสี ซึ่งนัดให้รถมารับที่โรงแรม นั่งรอไม่นานรถก็มาถึงด้วยรถที่ลาวจะขับคนละฝั่งกับบ้านเรา เราเลยแอบงงไปยืนรอฝั่งซ้ายด้วยความเคยชิน อ้าวนี่อยู่ลาวนะนี่ประตูรถเขาขึ้นกันทางขวานะ สมาชิกครบ เรียกว่าทริปนี้นานาชาติเลย มีทั้งไทย, ญี่ปุ่น, ฝรั่ง

การเดินทางไปตาดกลางสีจะต้องขับรถออกไปจากตัวเมืองหลวงพระบาง ขึ้นเขาเล็กน้อยแต่ไม่ชันมาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึง ตาดกวางสี หรือ น้ำตกกวางสี เป็นน้ำตกที่สวยมากๆในหลวงพระบาง เป็นน้ำตกหินปูนมีความสูงประมาณ 70 เมตร น้ำที่ไหลจากด้านบนลงมาแอ่งน้ำที่อยู่ด้านล่างใสเป็นสีฟ้าสวยงาม บริเวณโดยรอบยังล้อมไปด้วยต้นไม้สูงๆสีเขียว ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ร่มรื่นสวยงามยิ่งขึ้น บริเวณน้ำตกยังมีสะพานไม้ทอดยาวทอดผ่านข้ามไปยังลำธาร สามารถเดินเล่นชมวิว ถ่ายรูปความสวยงามของตาดกวางสี หรือถ้าใครอยากลงแช่น้ำเย็นๆ ก็จะมีจุดสำหรับลงเล่นน้ำได้ด้วย การเข้าชมตาดกวางสีต้องเสียค่าเข้าอีกคนละ 20,000 กีบ

ระหว่างเดินเข้าไปน้ำตกที่อยู่ด้านบนจะศูนย์อนุรักษ์มีหมีควายให้เราได้แวะให้เราชมความน่ารักของหมีที่ถูกดูแลให้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

หลังจากเดินชมน้ำตกเสร็จมื้อกลางวันเราเดินผ่านร้านอาหารภายในน้ำตกเลยแวะหาอะไรทานกันซะหน่อย บอกเลยว่าร้านนี้วิวดีมากๆ นั่งทานอาหารพร้อมชมวิวน้ำตกสวยๆไปแบบเพลิน จนใกล้ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับประมาณ 15.00 น. เราเลยรีบเดินกลับไปที่รถ

รถมาส่งเราที่พักเราเลยแวะไปนั่งชิลที่อีกร้านคาเฟ่บรรยากาศดี Seffron Cafe เป็นอีกร้านกาแฟบรรยากาศดี ร้านจะอยู่ถนนริมแม่น้ำโขง มีโต๊ะริมน้ำบรรยากาศดีให้นั่งชิลด้วย

ช่วงเย็นเราไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน เพื่อจะแวะไปหาอะไรทานมื้อเย็นเลยขอเป็นอาหารง่ายๆหลังจากเซิสเลือกร้านกันอยู่นาน ร้านนั่นก็ไกล ร้านนี้ก็ไม่เอา เลยจบลงที่สุกี้ข้างวัง ร้านสุกี้ริมถนนอยู่บริเวณข้างๆพระราชวังหลวง ทางร้านมีตะกร้าให้เราเลือกหยิบใส่ได้ตามชอบ ทางร้านเอาไปต้มใส่หม้อร้อน แล้วใส่ถ้วยยกมาเสริฟทานคู่กับพริกหมาล่า รสชาติน้ำซุปอร่อยดี ราคาไม่แพงด้วย

หลังจากทานอาหารเย็นแล้ว เรากลับไปที่ห้องอาหารของโรงแรม Burasari Heritage เพื่อไปนั่งจิบค็อกเทลชิลๆ ซึ่งจะรวมอยู่ในราคาห้องพักที่เราได้จองไป คุ้มมากๆ


Day 3 : เที่ยวเมืองหลวงพระบาง – กรุงเทพฯ

เติมพลังมื้อเช้ากันก่อนออกไปเที่ยว เราขอโรงแรม Late Check-Out อันนี้ขึ้นอยู่กับห้องว่างด้วยนะ โรงแรมใจดีมากให้เรากลับมาเช็คเอาท์ได้ตอนบ่ายสอง เรามีจองรถโรงแรมให้ไปส่งที่สนามบิน ส่วนทริปวันนี้แพลนว่าจะปั่นจักรยานเที่ยวชมวิถีหลวงพระบาง ซึ่งทางโรงแรมมีจักรยานให้ยิมปั่นฟรีด้วยละ

สำหรับที่แรกเราแวะไปที่ วัดเชียงทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมของเรา วัดถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระยาง มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบล้านช้าง ไฮไลน์สำหรับนักท่องเที่ยวนั้นก็คือถ่ายรูปกับหน้าต่างของวิหารที่ผนังด้านนอกตกแต่งด้วยกระจกสีตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาต่อกันเป็นรูปร่างต่างๆ เล่าเป็นนิทานพื้นบ้านลงบนผนังสีชมพู ใครมาแล้วห้ามพลาดเด็ดขาด ค่าเข้าชม 20,000 กีบ

ไม่ไกลจากวัดมีร้านครัวซอง Le Banneton ร้านขึ้นชื่อของหลวงพระบางที่มีครัวซองหอมๆหลากหลายแบบให้เลือกทาน ยิ่งทานคู่กับกาแฟยิ่งเข้ากันเป็นอย่างดี ทำให้เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยวหลายคนที่มาเที่ยวหลวงพระบาง

จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานเที่ยวต่อไปเรื่อย เจอมุุมสวยๆก็แวะถ่ายรูปเล่น แค่ปั่นเที่ยวในเมืองหลวงพระบางก็มีมุมถ่ายรูปเยอะมากๆ

เดินเที่ยวจนถึงเที่ยงสำหรับแพลนวันนี้เราไม่พลาดที่จะมาร้านส้มตำร้านดังของเมืองหลวงพระบาง ร้านส้มตำป้าติ๋ม ที่มีเมนูเด็ดหลายเมนู ทั้งส้มตำหลวงพระบางที่มะละกอจะเป็นเส้นบางๆขนาดใหญ่หน่อย, ไก่ทอดที่ย่างจนแห้งหนังกรอบ จิ้มน้ำจิ้มรสเด็ด, ไส้อั่วรสชาติดี นี่อดิพิมพ์ไปยังน้ำลายแทบไหล คิดแล้วก็อยากกินอีก เป็นอีกร้านที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

เติมพลังมื้อกลางวันเสร็จเราขับรถมาเพื่อจะมา พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง แต่ช่วงที่เรามาเป็นช่วงพักกลางวันพอดี จะเปิดให้เข้าชมอีกทีช่วงบ่ายเลย ซึ่งใกล้เวลาที่เราต้องกลับพอดี เลยได่แต่ถ่ายภาพสวยๆจากด้านนอก ใครจะมาต้องเช็คเวลาให้ดีด้วยนะครับ

แวะมานั่งชิลที่ Joma Cafe อันนี้เราขับมาสาขาที่อยู่เลยวงเวียนมา ขับมานิดเดียวก็จะเจอกับร้านทางด้านขวามือ ภายในร้านตกแต่งบรรยากาศอย่างสวยงาม มีขนมน่าทานหลายเมนูให้เลือก สายชิลอย่างอดิไม่กลัวร้อนอยากซึมซับวิถีแบบหลวงพระบางขอนั่งชิลๆรับลมที่โต๊ะหน้าร้าน นั่งจิบกาแฟทานเบเกอรี่อร่อย พร้อมชิลไปกับบรรยากาศของหลวงพระบาง

หลังจากนั่งชิลที่ Joma Cafe สักพักก็ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับไปแพ็คกระเป๋า แอบเสียดายเพราะยังมีอีกหลายที่ที่เราอยากไปแล้วเวลาไม่พอ ถ้ามาอยู่อาทิตย์นึงอดิว่าก็ยังเที่ยวไม่ทั่วแน่ๆ เพราะร้านต่างๆที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอาคารเก่าๆแต่ละร้านบรรยากาศมันช่างน่าเข้าไปค้นหาซะเหลือเกิน อดิคงต้องหาโอกาสมาเที่ยวที่หลวงพระบางอีกแน่นอน

มาถึงที่โรงแรมเรานัดรถออกเดินทาง 14.30 น. เพื่อไปส่งเราขึ้นเครื่องที่สนามบินหลวงพระบาง สำหรับใครที่มีเงินเหลือสามารถเช็คเรทจากเมืองไทยว่าราคาที่ไหนดีกว่า แต่เราเช็คเราถ้าแลกคืนที่หลวงพระบางจะได้เรทดีกว่า เลยแลกที่ร้านสีแดงในแอร์พอร์ทซะเลย

พนักงานขับรถของโรงแรมให้บริการเราอย่างดีทั้งให้ข้อมูล แนะนำที่เที่ยว รับ-ส่ง เราที่สนามบิน
ต่อแถวโหลดกระเป๋ากันเตรียมตัวกลับ ยังไม่อยากกลับเลย

ทริปหลวงพระบาง เป็นอีกทริปที่อดิประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศอันสวยงามของเมืองมรดกโลก วัดวาอารามที่มีเอกลักษณ์งดงาม ร้านคาเฟ่ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามแต่ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นหลวงพระบาง บอกเลยว่าใครอยากหาที่เที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์แบบมาใช้ชีวิตช้าๆ ชิลๆ อดิแนะนำให้ลองมาหลวงพระบาง รับรองว่าถูกใจสายชิลแน่นอน

ChillWithAdi : อดิพาชิล
Facebook : https://web.facebook.com/chillwithadi/
Website : https://chillwithadi.com
IG : chillwithadi 
IG Link : https://goo.gl/VAAstm
Youtube : https://goo.gl/Zp33TS